Blog

blog-cover-02

การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์: แนวทางสำคัญสำหรับภาคธุรกิจไทย

ความสำคัญของการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์

ในยุคที่ สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจ การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint Assessment) เป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักที่ช่วยให้บริษัทสามารถติดตาม การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลายประเทศ รวมถึง ประเทศไทย กำลังดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) และ มาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง

📌 ประโยชน์ของการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์

ช่วยให้ธุรกิจ ลดต้นทุนการดำเนินงาน โดยใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

เพิ่ม โอกาสในการเข้าถึงตลาดโลก โดยเฉพาะในประเทศที่มีข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมเข้มงวด

ช่วยให้บริษัทสามารถ รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินทุนสนับสนุนจากภาครัฐ

เสริมสร้าง ภาพลักษณ์องค์กร และเพิ่มความน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุน

คาร์บอนฟุตพริ้นท์คืออะไร?

คาร์บอนฟุตพริ้นท์ หมายถึง ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เกิดจากกิจกรรมขององค์กร ผลิตภัณฑ์ หรือบริการ โดยคิดเป็นหน่วย ตัน CO2 เทียบเท่า (CO2e) การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์มี 2 ระดับหลัก ได้แก่:

📌 1. คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP – Carbon Footprint of Products)

คำนวณการปล่อยก๊าซตลอด วัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน ไปจนถึงการกำจัด

📌 2. คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO – Carbon Footprint of Organizations)

คำนวณการปล่อยก๊าซจาก กระบวนการดำเนินงานขององค์กร ครอบคลุม 3 ขอบเขตหลัก:

Scope 1 – การปล่อยโดยตรง (เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงในโรงงาน)

Scope 2 – การปล่อยทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (เช่น ไฟฟ้าและไอน้ำ)

Scope 3 – การปล่อยทางอ้อมจากห่วงโซ่อุปทาน (เช่น การขนส่งและการจัดซื้อวัตถุดิบ)

กรณีศึกษา: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กับการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์

📊 การศึกษาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต พบว่า:

78% ของการปล่อยก๊าซทั้งหมด มาจากการใช้ไฟฟ้า

19% มาจาก Scope 1 (การเผาไหม้เชื้อเพลิง การรั่วไหลของสารทำความเย็น ฯลฯ)

3% มาจาก Scope 3 (การขนส่ง การจัดซื้ออุปกรณ์ ฯลฯ)

📌 ข้อเสนอแนะในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร:

ปรับปรุง การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเปลี่ยนไปใช้ พลังงานหมุนเวียน

ลดปริมาณขยะและของเสีย โดยใช้หลัก เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

นำระบบ ติดตามและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มาใช้

แนวทางการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับภาคธุรกิจ

🌱 1. ใช้พลังงานสะอาดและลดการใช้ไฟฟ้า

ติดตั้ง โซลาร์เซลล์ หรือใช้พลังงานหมุนเวียน

ปรับปรุง ระบบทำความเย็นและแสงสว่าง ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

🏭 2. เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต

ใช้วัสดุ รีไซเคิล และปรับกระบวนการผลิตให้ลดการปล่อยคาร์บอน

นำ AI และ IoT มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

🚛 3. ลดการปล่อยก๊าซจากโลจิสติกส์และซัพพลายเชน

ปรับเปลี่ยนมาใช้ รถขนส่งพลังงานไฟฟ้า (EV Trucks)

เพิ่มประสิทธิภาพ เส้นทางขนส่ง เพื่อลดการใช้พลังงาน

4. ใช้คาร์บอนเครดิตและโครงการชดเชยคาร์บอน

ซื้อ คาร์บอนเครดิต จากโครงการที่ได้รับการรับรอง

ลงทุนใน โครงการปลูกป่า หรือพลังงานทดแทน

📊 5. บูรณาการมาตรฐานและการรายงาน

ปฏิบัติตามมาตรฐาน ISO 14064 และแนวทาง TGO Carbon Footprint

ใช้ระบบ Life Cycle Assessment (LCA) เพื่อติดตามผลกระทบของผลิตภัณฑ์

การปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม

📌 ผลกระทบของกฎหมาย CBAM ต่อธุรกิจไทย

ธุรกิจที่ส่งออกสินค้าไปยัง สหภาพยุโรป (EU) จะต้องรายงาน คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้สอดคล้องกับ มาตรการ CBAM โดยสินค้ากลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่:

เหล็กและอลูมิเนียม

ปูนซีเมนต์

ไฟฟ้าและปุ๋ยเคมี

📌 ภาษีคาร์บอนและระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซ (ETS)

รัฐบาลไทยกำลังพิจารณา ภาษีคาร์บอน สำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง

ระบบ ซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก (V-ETS) อาจถูกนำมาใช้เพื่อลดต้นทุนการปฏิบัติตามข้อกำหนด

สรุป: การเปลี่ยนแปลงสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ

ธุรกิจที่ดำเนินการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ตั้งแต่วันนี้ จะสามารถปรับตัวได้ดีกว่าในอนาคต

บริษัทที่ใช้พลังงานสะอาดและพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินทุนสนับสนุน

ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเรื่องของกฎหมาย แต่เป็นโอกาสในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

📌 ธุรกิจของคุณพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงแล้วหรือยัง?

การเริ่มต้น ประเมินและลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถปรับตัวสู่ เศรษฐกิจสีเขียว และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในระดับสากล! 🚀🌍