ธุรกิจต้องปรับตัวอย่างไรกับกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ของไทย
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความท้าทายที่เพิ่มขึ้นสำหรับภาคธุรกิจ โดยได้รับแรงกดดันจากกฎระเบียบ นักลงทุน และความต้องการของผู้บริโภค ล่าสุด **ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ** กำลังถูกผลักดันเพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และนำพาประเทศไทยไปสู่ **ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050** และ **Net Zero ภายในปี 2065** หากธุรกิจไม่ปรับตัว อาจต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากภาษีคาร์บอน และบทลงโทษทางกฎหมาย ในขณะที่องค์กรที่เตรียมพร้อมสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ทางการเงิน และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน
## **ผลกระทบสำคัญต่อภาคธุรกิจ**
📌 **กองทุนภูมิอากาศ สนับสนุนธุรกิจสีเขียว**
ร่างกฎหมายฉบับนี้มีแผนจัดตั้ง **กองทุนภูมิอากาศ** ซึ่งจะได้รับเงินสนับสนุนจากค่าปรับและภาษีสิ่งแวดล้อม เพื่อนำมาใช้ส่งเสริมให้ธุรกิจปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ธุรกิจที่เข้าเกณฑ์สามารถได้รับ:
✔ **สิทธิประโยชน์ทางภาษี** สำหรับการลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียว
✔ **เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ** สำหรับโครงการลดก๊าซเรือนกระจก
✔ **เงินช่วยเหลือและเงินสนับสนุน** สำหรับการใช้พลังงานสะอาด
กองทุนนี้จะช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ต้องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ **พลังงานหมุนเวียน เศรษฐกิจหมุนเวียน และกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น**
📌 **ข้อบังคับเรื่องรายงานก๊าซเรือนกระจก**
อุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงจะต้องรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซให้กับภาครัฐ โดยมีผลบังคับใช้กับ:
🏭 **พลังงาน** (โรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน)
🚛 **โลจิสติกส์ & ขนส่ง** (สายการบิน ขนส่งทางเรือ)
🔧 **อุตสาหกรรมหนัก** (ซีเมนต์ เหล็ก เคมีภัณฑ์)
🌾 **เกษตรกรรม** (ฟาร์มขนาดใหญ่ ปศุสัตว์)
♻ **การจัดการของเสีย** (โรงงานรีไซเคิล โรงกำจัดขยะ)
องค์กรที่ไม่ปฏิบัติตามหรือให้ข้อมูลเท็จอาจต้องเผชิญ **ค่าปรับทางการเงินหรือบทลงโทษทางกฎหมาย**
📌 **ระบบภาษีคาร์บอน & ซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซ**
ร่างกฎหมายกำหนดมาตรการ **2 รูปแบบ** ในการควบคุมการปล่อยก๊าซ:
✔ **ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)** – ธุรกิจที่ใช้พลังงานสูงหรือผลิตสินค้าคาร์บอนสูง เช่น **น้ำมัน ถ่านหิน ซีเมนต์ พลาสติก** จะต้องเสียภาษีคาร์บอน แต่สามารถลดหย่อนภาษีได้หากใช้พลังงานสะอาด
✔ **ระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS)** – รัฐบาลจะกำหนด **โควตาการปล่อยก๊าซ** ให้แต่ละอุตสาหกรรม หากปล่อยเกินโควตา ธุรกิจต้อง **ซื้อสิทธิการปล่อยก๊าซจากองค์กรอื่น** หรือชำระค่าปรับ
📌 **คาร์บอนเครดิต & การชดเชยการปล่อยก๊าซ**
ธุรกิจที่ไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซได้ทันที สามารถ **ซื้อคาร์บอนเครดิตในประเทศ** เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซ อย่างไรก็ตาม การซื้อเครดิตจากต่างประเทศต้องได้รับอนุญาตจากภาครัฐ การมุ่งเน้นไปที่ **การลดการปล่อยก๊าซจากต้นทาง การใช้พลังงานสะอาด และนวัตกรรมสีเขียว** เป็นแนวทางที่ยั่งยืนมากกว่า
📌 **บทลงโทษสำหรับธุรกิจที่ไม่ปฏิบัติตาม**
ธุรกิจที่ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของร่างกฎหมาย อาจต้องเผชิญกับบทลงโทษที่รุนแรง เช่น:
❌ **ปรับสูงสุด 5 ล้านบาท** สำหรับการให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซ
❌ **ค่าปรับ 3 เท่าของราคาสิทธิปล่อยก๊าซ** สำหรับการปล่อยเกินโควตา
❌ **จำคุกสูงสุด 3 ปี** สำหรับการหลีกเลี่ยงภาษีคาร์บอน
❌ **ค่าปรับรายวันสูงสุด 1,000 บาท** สำหรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ไม่ได้ลงทะเบียน
## **ธุรกิจควรเตรียมตัวอย่างไร?**
1️⃣ **ติดตามและวัดปริมาณการปล่อยก๊าซ** – พัฒนาระบบตรวจวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร
2️⃣ **ใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีและเงินสนับสนุน** – ศึกษาโอกาสจากกองทุนภูมิอากาศ
3️⃣ **ลดความเสี่ยงจากภาษีคาร์บอน** – เปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
4️⃣ **พัฒนาแผนความยั่งยืน** – นำ ESG มาใช้ให้เป็นมากกว่าข้อบังคับ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
**การปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยง แต่ยังเป็นโอกาสในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต** 🌍✨
ที่มา : ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ฉบับรับฟังความคิดเห็นสาธารณะทั่วประเทศ ระหว่าง 14 ก.พ.-27 มี.ค. 2567)